"เราไม่สามารถเผื่อแผ่คนทั้งโลก แต่ถ้าเราให้ มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า..ความหวัง"

15 ส.ค. 2562, 13:31 น.

389
แชร์ไปยัง facebook LINE it!

เปิดชีวิต ความคิดและตัวตนอีกมุม กิฟท์-กุลกนก นักธุรกิจสาวผู้รักในการช่วยเหลือและแบ่งปันเพื่อสังคม

**********************

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล / ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ , อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

สาวน้ำใจงามบริจาคทานข้าวกล่องและน้ำแจกจ่ายคนไร้บ้านย่านหัวลำโพง ในสังคมไทยเมืองพุทธอาจเป็นเรื่องปกติของการทำบุญเนื่องในวันเกิด วันครบรอบ วันสำคัญ ฯลฯ

หากแต่ กิฟท์-กุลกนก หว่อง นักธุรกิจสาวไฟแรงวัย 33 ปี เจ้าของ อเมทิสคลินิก ได้วางหมุดตัวเองมาบริจาคทาน/อาหาร/ของใช้ เป็นประจำและต่อเนื่อง ด้วยมติใจที่ได้เรียนรู้การช่วยเหลือและแบ่งปันจากคุณพ่อที่ส่งต่อมาถึงเธอ

อะไรที่ทำให้เธอคิดเช่นนั้น แรงผลักดันความดีเกิดขึ้นได้อย่างไร ในขณะนี้ที่เธออาจจะยืนมอบความช่วยเหลือให้ที่ไหนสักแห่ง แต่ที่แน่ๆ ในที่นี้เธอได้มาบอกมุมมองและแง่คิดดีๆ ที่จะช่วยสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและช่วยเหลือของบ้านเรา

วิทยาทานจาก ‘คุณพ่อ’ ต้นแบบ ‘ความดี’

“ทำมือขวาอยู่ให้มือซ้ายรู้ ทำมือซ้ายอย่าให้มือขวารู้” กิฟท์ เริ่มบทสนทนาถึงหลักการทำความดีในตัวเธอ โดยเธอได้รับการปลูกฝังมาจากคุณพ่อ ซึ่งมักจะเอื้อเฟื้อให้เห็นเป็นแบบอย่างทุกครั้งที่พบคนยากไร้ จนภาพเหล่านั้นซึมซาบลงในหัวใจเธอ

“แรกๆไม่เข้าใจความหมาย พ่ออธิบายว่าเวลาเราทำ เราก็ทำของเราเงียบๆ ไม่ต้องไปบอกใครก็ได้มันอยู่ที่ใจ ไปทำบุญท่านก็จะไม่ให้ใส่ชื่อตัวเอง ก็ตั้งแต่เด็กๆจะทำร่วมกับคุณพ่อมาตลอด บ้านเด็กกำพร้า สถานพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ ศูนย์พักพิงผู้ป่วยโรคเรื้อน หรือคนขอทานริมทางเท้า บางครั้งก็สงสัยจะถามพ่อบ่อยๆว่า ทำไมเขามาอยู่ตรงนี้ ทำไมเป็นแบบนี้ ท่านก็จะบอกว่า “ชีวิตคนเรามันไม่เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกได้เขาก็ไม่อยู่ตรงนั้น” มันก็ทำให้เรารู้จักคุณค่าชีวิตและการช่วยเหลือ”

การให้และการแบ่งปันของกิฟท์จึงค่อยๆ เติบโตพร้อมกับวันวัย รู้ข่าวการขาดแคลน ณ จุดไหนถ้าไม่ติดงานก็จะเดินทางไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง ส่วนถ้ากรณีไปไม่ได้ ก็จะส่งความช่วยเหลือเยียวยาให้กับคนไร้บ้าน คนที่ลำบาก รวมถึงเด็กเรียนดีแต่ยากจน ที่เธอชอบทำ

“เราไม่สามารถจะช่วยคนได้ทั้งหมด แต่ว่าอย่างน้อยในกลุ่มที่เราแบ่งปันเขามีชีวิตที่ดีขึ้น คือเอาง่ายๆ แค่บางทีเราติดประชุมไม่ได้ทานข้าว ท้องแสบมากจะเป็นลม แต่คนที่เขายากไร้จริงๆ เขายิ่งกว่าเราอีก” กิฟท์เล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาด้วยความสะเทือนใจ

ซึ่งแม้เธอจะบริจาคบ่อยครั้งในเรื่องของอาหารหรือให้การช่วยเหลือที่สถานีรถไฟหัวลำโพง แต่ภาพของเด็กๆ ที่มาช่วยพ่อแม่รับข้าวและของสิ่งของที่แย่งกันกระทั่งกล่องซุปรังนกก็ยังคงตรึงในใจเธอ

“เราเห็นความหวังในสายตาของเขา เราเห็นเขาอยู่รอดได้อีกใน 1 วัน ทำให้เรารู้สึกว่าอย่างน้อยเวลาเขาเห็นเราเขามีความหวัง มันรู้สึกว่าเราไม่ได้สร้างทุกอย่างขึ้นมาเพื่อตัวเองคนเดียว มันได้หลายอย่างในการส่งต่อ แม้ว่าเราไม่สามารถเผื่อแผ่ทุกคนทั้งโลกได้ แต่เรามีแล้วเราให้ มันเกิดสิ่งที่เราบอก ความหวัง นั้นคือเหตุผลที่เราทำ”

ความสุขในใจ+ลูกรู้คุณค่าเพราะ “การให้”

นอกจากเกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ กิฟท์บอกว่าผลจากการทำความดียังส่งต่อถึงลูกๆ เช่นเดียวกับเธอเมื่อครั้งอดีตด้วย โดยทำให้ลูกๆทั้ง 2 คน ของเธอรู้คุณค่าของตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมี

“ลูกๆ ตามประสาพี่น้อง เขาจะชอบแย่งของกัน แต่พอเขาได้มาทำกับเรา เขาไม่ทำแบบนั้นอีกเลย เวลาเขาจะทำอะไร คนโต10ขวบ ก็จะถามน้อง 7 ขวบ ว่าไอเหลือไว้ให้ยูนะ ยูเอาไหม คนน้องก็ถามแบบเดียวกันสลับกัน ตรงนี้ทำให้เราเห็นความแตกต่างของลูกๆ เราที่พัฒนาขึ้นแบบเดียวกับเรา”

กิฟท์มองว่านี้คือผลของการทำสิ่งที่ดี หากใครถือว่าเป็นบุญก็คงจะส่งและเสริมให้หนุนนำเธอในรูปแบบดังกล่าว

“เรามองเห็นว่าสมัยนี้เด็กก็จะมีคนคอยดูแล เขาก็จะไม่เข้าใจชีวิตและการเสียสละ หรือการทำเพื่อคนอื่น เพราะว่าพื้นฐานแล้วเราทุกคนจะเป็นห่วงตัวเอง พอจุดนี้ทำให้ลูกๆเราดี เราก็เลยอยากให้เขาเรียนรู้เรื่องพวกนี้ต่อไป ซึ่งทำให้เราวางตัวเองจะทำเรื่องการช่วยเหลือและแบ่งปันเรื่อยๆ ไม่คิดว่าจะหยุดทำ”

โดยกิฟท์วางแผนการช่วยเหลือด้วยการนำรายได้ส่วนหนึ่งของธุรกิจคลีนิคเสริมความงาม ย่านสาธรหลังหักรายได้เก็บไว้ทุกเดือน เพื่อนำมาจุนเจือช่วยเหลือสังคม

“ถามว่าทุกวันนี้เรามีไหม เราก็มีบ้านแล้ว รถเราก็มี ธุรกิจเราก็มี ความสุขมันมาจากไหน มันก็มาจากการที่เราได้ช่วยคน การที่เราได้ และสิ่งที่เราทำมันก็ช่วยครอบครัวเราด้วย นอกจากความสุขที่เราได้ช่วยเหลือ”

‘อเมทิสคลินิก’ สถานความงามของนางฟ้า

นอกจากการแบ่งปันและช่วยเหลือกิจการธุรกิจที่เธอสร้างอย่าง คลินิกเสริมความงาม ‘อเมทิสคลินิก’ สาทรซอย 1 เกิดขึ้นมาจากความต้องการจริงใจเพื่อผู้บริโภคให้ได้รับสิ่งที่ดีอย่างแท้จริง

“ตัวเองเป็นคนชอบเรื่องความงามอยู่แล้ว และผู้หญิงก็รักสวยรักงาม แต่พอดีเราไปเสริมความงามแล้วเราก็เจอของไม่ดี มีปัญหาฟิลเลอร์ปลอมสารเหลวซิลิโคนมันเลยย้อย ซึ่งมันแก้ยากมาก ไม่มีใครรับที่จะแก้ ทั้งๆที่เป็นสถานที่ได้รับการรับรองความมีมาตรฐาน เราก็เก็บมาคิดและอยากจะทำตรงนี้ให้เกิดขึ้นที่มีความปลอดภัย”

และในระหว่างที่คิดและมองหาทางแก้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการฉีดฟิลเลอร์ในครั้งนั้นแก้ได้ยาก เนื่องจากใกล้กับผิวหนังชั้นบนมาก ซึ่งพอมันใกล้มากมันทำให้ผิวทะลุได้ กิฟท์ก็พบเข้ากับอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญโดยจุดนี้เองที่ทำให้เธอได้ก้าวเข้ามา แม้ว่าจะแตกต่างจากประสบการณ์ทางธุรกิจของทางบ้านที่เกี่ยวกับอัญมณีและปั๊มน้ำมัน

“ช่วงที่แต่งงานมีครอบครัวไปอยู่ฮ่องกง เราร่วมกันสร้างฐานะมาเองกับแฟนซึ่งเขาเป็นผู้บริหารด้านการเงินธนาคาร เราก็ได้มุมมองหลายๆ อย่างจากเขาในการทำธุรกิจที่ดี และยิ่งมาพบกับอาจารย์หมอที่ท่านแก้ไขให้เราดีขึ้น เรามั่นใจในตัวอาจารย์หมอมาก เพราะท่านเก่งเรื่องช่วยเหลือด้วย เคสปากแหว่งเพดานโหว่ก็ทำ เคสอุบัติเหตุหนักๆ เสียโฉม คุณหมอก็ประจำที่คลินิกเรา” กิฟท์กล่าวที่มาขอคลินิกในราวปี 2014 โดยมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมด้านศัลยกรรมต่างๆ อาทิ หน้าอก ตาสองชั้น จมูก ฯลฯ

“ธุรกิจอื่นๆ ที่ทำร่วมด้วยก็มีอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศสิงคโปร์และประเทศสหรัฐอเมริกาที่เมืองนิวยอร์ก” เธอว่า

และนี่ก็คือเรื่องราวของนางฟ้าใจบุญที่ไม่เพียงช่วยเหลือและแบ่งปัน หากแต่ในทุกๆ ก้าวของชีวิตคล้องจองในบริบทคำนึงถึงสังคม ซึ่งเธอยึดไว้เป็นหลักหรือที่เรียกว่าความฝันที่ว่า “ธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เราทุกคนช่วยกันได้ และเมื่อเรานึกถึงส่วนรวมกันมากขึ้น ประเทศเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น”