"เรียนฟรี ไม่ตั้งตู้บริจาค" พระมหาสิริวัฒนา สีลสาโร นักพัฒนาแห่งวัดดงละคร

11 ก.ย. 2562, 18:26 น.

816
แชร์ไปยัง facebook LINE it!

เส้นทางชีวิตและโจทย์ทดสอบ พระนักพัฒนา กับการที่ต้องทำให้วัดและคนในชุมชนเป็นหนึ่งเดียว

********************

เรื่อง : วิรวินท์ ศรีโหมด / ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

“ถ้าวัดสวยงามใหญ่โต แต่คนยากจนเข้าไม่ได้ มันจะมีประโยชน์อะไร สู้เป็นวัดที่ทุกคนเข้ามาได้ดีกว่า”

คำกล่าวข้างต้นของ พระมหาสิริวัฒนา สีลสาโร อายุ 29 ปี เจ้าอาวาสวัดดงละคร และผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและพาณิชยศาสตร์ จังหวัดนครนายก คือจุดยืนที่ใช้เป็นหลักบริหารศาสนสถานและสถานศึกษา จนทำให้คนในชุมชนที่ห่างไกลวัด กลับมาผูกพันอยากเข้าวัดและทำให้เด็กด้อยโอกาสที่สังคมปล่อยปะละเลยกลับมามีชีวิตสดใสอีกครั้ง และเรื่องราวต่อไปนี้คือ สิ่งที่พระนักพัฒนารูปนี้ทำมากว่า 8 ปี

เส้นทางชีวิตและโจทย์ทดสอบพระนักพัฒนา

พระมหาสิริวัฒนา เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้เพียบพร้อมพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เล็ก อาศัยอยู่กับยายจึงมักได้ติดตามเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ ประจวบกับคุณตาน้องชายยายที่บวช ก็เป็นพระนักพัฒนาชอบช่วยเหลือโรงเรียน ญาติโยมยากไร้ ยิ่งทำให้ซึมซับกลายเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นมาตั้งแต่เล็กๆ “เราเชื่อว่าการกระทำสำคัญกว่าการพูด เพราะได้เห็นมาตั้งแต่เด็ก”

เมื่ออายุก้าวเข้า 20 ปีบริบูรณ์ พระมหาสิริวัฒนา เมื่อครั้งสมัยเป็นฆราวาสมีความตั้งใจอยากเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อทดแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณ จึงตัดสินใจเอ่ยปากขออนุญาตครอบครัวบวชเป็นระยะเวลา 15 วัน ทว่าตั้งแต่ตอนนั้นก็ครองผ้าเหลือมาจวบจนถึงปัจจุบัน

พระมหาสิริวัฒนา เล่าว่า ตอนอายุ 20 ปี บวชเรียนที่วัดหนองทองทราย เป็นวัดประจำตำบลดงละคร ซึ่งมีความเจริญมาก แต่พอบวชได้ 2 ปีก็ได้รับมอบจากพระเถระผู้ใหญ่ให้มารักษาการเจ้าอาวาสวัดดงละคร ซึ่งเป็นวัดเล็กสุดในตำบล จึงทำให้เห็นข้อเปรียบเทียบและความแตกต่างมากมาย “วัดที่มี ก็มีมากเหลือเกิน แต่วัดที่ไม่มี แม้แต่น้ำยาล้างจานบางครั้งยังไม่มีเลย”

ตำแหน่งสมภารสำหรับพระหนุ่มวัย 22 ในตอนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากต้องบริหารดูแลวัดให้เจริญและแก้ปัญหาต่างๆ สิ่งที่ยากกว่าคือทำอย่างไรให้ญาติโยมศรัทธาต่อตัวพระหนุ่มและอยากเข้าวัด มันจึงเป็นโจทย์หินแรกที่พระมหาสิริวัฒนา ต้องเจอเมื่อได้รับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดดงละคร

พระนักพัฒนารูปนี้ เล่าถึงช่วงเวลาที่ได้เป็นสมภารใหม่ว่า ตอนแรกๆพระในวัดอยู่แบบนิ่งๆไม่มีความใกล้ชิดชาวบ้าน จึงคิดว่าถ้าหากจะพัฒนาวัดและชุมชนควรต้องทำให้สองฝ่ายร่วมมือกัน แต่ปัญหาหลักตอนนั้นเป็นพระหนุ่มชาวบ้านจึงมักไม่ค่อยฟังเสียง แต่ถึงอย่างไรส่วนตัวเชื่อในคำสอนพระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นลูกตถาคต(พระพุทธเจ้า)จะอดและยอมแพ้ได้ยังไง จึงตัดสินใจเดินเข้าหาชาวบ้านเพื่อต้องการให้วัดกับชุมชนใกล้ชิดกันมากขึ้น

หลังจากเจ้าอาวาสหนุ่มวัย 22 (ช่วงเวลาตอนนั้น) เดินเข้าหาชาวบ้านโดยเริ่มจากนำสิ่งของที่ได้จากการถวายแบ่งปันให้คนยากไร้-คนไข้ติดเตียงในหมู่บ้าน และบิณฑบาตรทุกวันแม้ในตอนแรกๆแทบไม่ได้ข้าวฉันเลย แต่ก็พยายามไม่ย่อท้อ สุดท้ายระยะเวลาผ่านไป 1 ปี ชาวบ้านก็ยอมรับเพราะเห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่

“ไม่ตั้งตู้บริจาค เผาศพ-บวชฟรี” จุดร่วมที่ทำให้วัดและชาวบ้านใกล้ชิดกัน

นอกจากการเดินเข้าหาชาวบ้าน สิ่งที่พระมหาสิริวัฒนา ทำเพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้สึกอยากเข้าวัดมากขึ้น คือทำโครงการเพื่อคนในชุมชน อาทิ ไม่ตั้งตู้รับบริจาค เผาศพฟรี บวชฟรี เปิดวิทยาลัยระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) แก่เยาวชนที่ครอบครัวยากจนหรือถูกไล่ออกจากระบบการศึกษาให้ได้มาเรียนฟรี เพื่อจะได้มีวุฒิไปสมัครงานและมีรายได้เลี้ยงตัวเองครอบครัว

พระมหาสิริวัฒนา เล่าว่า สาเหตุที่วัดไม่ตั้งตู้บริจาค แต่ให้ญาติโยมที่ประสงค์บริจาคนำเงินใส่ซองและเขียนแจ้งวัตถุประสงค์ เพราะเดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่ทำการเกษตรจึงไม่ค่อยมีเงินและไม่กล้าเข้าวัด จึงคิดว่าให้พวกเขานำตัวเข้ามาก่อนส่วนเรื่องเงินไว้ทีหลัง จึงนำตู้บริจาคออกเพื่อทำให้เห็นว่าวัดทำจริงๆไม่ใช่แค่พูด

“อาตมามองว่า ถ้าวัดสวยงามใหญ่โตมีเงินทองมากมาย แต่ไม่สามารถดูแลคนยากจนหรือคนด้อยโอกาสได้ ประชาชนเข้ามาใช้งานไม่ได้ ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อะไรและไม่จำเป็นต้องมี สู้เป็นวัดที่ทุกคนเข้าได้และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน น่าจะมีประโยชน์มากกว่า”

พระนักพัฒนาแห่งวัดดงละคร บอกว่า แม้วัดจะไม่มีการตั้งตู้ขอบริจาคแต่รายได้ที่นำมาใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากการรับกิจนิมนต์บรรยายธรรม เงินบริจาคของโยมที่ใส่ซองโดยเขียนวัตถุประสงค์ชัดเจน ซึ่งก็พอไม่พอบ้างแต่ยังพออยู่ได้

“เงินบริจาคต่างๆจะไม่ค่อยผ่านวัด เช่น ค่าวัสดุก่อสร้างเราจะติดร้านไว้ก่อน เมื่อมีกฐินหรือผ้าป่ามาจะให้โยมนำเงินมาบริจาคจ่ายให้ร้านวัสดุทันที เงินก็จะไม่ผ่านเข้าวัด โยมก็จะเห็นเลยว่าเงินที่นำมาบริจาคได้ใช้เพื่อพุทธศาสนาจริงๆ”

พระนักพัฒนารูปนี้ เผยว่า สาเหตุที่วัดไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินเพราะคิดว่าภิกษุแม้แปลว่าผู้ขอ แต่ไม่ใช่ขอทาน ฉะนั้นการจะเอาเงินมาถวายต้องบอกจุดประสงค์ต้องการให้เพื่ออะไรและเมื่อจุดประสงค์ตรงกันก็เกิดความสบายใจทั้งสองฝ่าย “ความทุกข์ที่สุดของวัดคือเรื่องเงิน เพราะเวลาเงินเข้าญาติโยมจะเห็นตอนรับ แต่ไม่เห็นตอนจ่าย เลยทำให้คิดว่าถ้าโยมประสงค์อยากเห็นเรื่องอะไร มาคราวหน้าต้องได้เห็นสิ่งที่อยากมอบให้”

ส่วนการเผาศพฟรีของวัด พระมหาสิริวัฒนา บอกว่า จุดเริ่มต้นเกิดมาจากเมื่อก่อนเจอโยมหลายครอบครัวไม่มีเงินจัดพิธีฌาปนกิจคนในครอบครัว จากนั้นจึงไปปรึกษาชาวบ้านในพื้นที่ว่าถ้าไม่คิดค่าเผาศพจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะมองว่าเมรุ ศาลาเป็นสิ่งที่โยมสร้างถวายวัด ฉะนั้นโยมต้องใช้ได้ ส่วนพระสงฆ์มีหน้าที่เพียงดูแลศาสนวัตถุเหล่านั้น

“การเผาต้องมาจากการรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อมีงานศพวัด ชาวบ้านทุกคนจะช่วยกัน บางบ้านนำฟืนมา บ้างบ้านทำอาหารมากินกัน ทำให้งานทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นมันได้เห็นความร่วมมือจากคนในชุมชน”

ขณะที่การบวชฟรีเกิดมาจากหลายครอบครัวอยากบวช แต่ไม่มีเงิน วัดจึงช่วยให้ได้บวชตามเจตนารมณ์ แต่ต้องทำตามข้อปฏิบัติคือ ต้องถือศีลก่อน 15 วัน บวชเรียนไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม สารเสพติด จึงจะบวชให้ฟรี

พระนักพัฒนาแห่งวัดดงละคร บอกว่า จากการทำโครงการต่างๆผลตอบรับจากวันแรกโยมอาจกังวลว่าวัดจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะเสนาสนะวัตถุต้องจะทรุดโทรมไปกาลเวลา แต่ผลสุดท้ายมันกลับได้รับการตอบรับดีมาก เพราะมันเกิดมาจากความศรัทธา สุดท้ายมันทำให้วัดและชุมชนใกล้ชิดกันมากขึ้น

วิทยาลัยฯไอเดียพระ สร้างศรัทธา ปัญญา คนคุณภาพสู่สังคม

นอกจากการไม่ตั้งตู้บริจาคภายในวัด เผาศพฟรี บวชฟรี สิ่งที่พระมหาสิริวัฒนา ทำเพื่อสังคมคือการก่อตั้ง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและพาณิชยศาสตร์ เพื่อให้เด็กที่ครอบครัวฐานะยากจนและหมดโอกาสทางการศึกษาได้เล่าเรียน

ผอ.วิทยาลัย เล่าว่า จุดเริ่มต้นการก่อตั้งสถานศึกษาแห่งนี้เมื่อราว 4 ปีก่อนเกิดจากการมองเห็นว่า ถ้าอยากพัฒนาชุมชนจริงๆ ควรเริ่มจากทรัพยากรมนุษย์ เพราะถ้าให้ความดีอย่างเดียว แต่เยาวชนที่กำลังเติบโตได้ไม่มีวุฒิการศึกษาไปสมัครงาน พวกเขาคงกลับมาสู่วงจรชีวิตแบบเดิมๆ จึงก่อตั้งวิทยาลัยฯนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดสอนระดับ ปวช. และ ปวส. โดยหลักสูตรผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)

“เยาวชนเราส่วนใหญ่เป็นเด็กคัด คัดออกจากที่อื่น บ้านยากจน เราเอามาเรียนหมด เพราะมองว่าเด็กพวกนี้แม้มีปัญหามากเท่าไหร่ แต่ถ้ารีไซเคิลพวกเขา สามารถพากลับสู่สังคมที่มีคุณภาพได้ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะเมื่อไหร่ที่พวกเขารู้สึกมีที่ยืนในสังคมก็อยากจะพัฒนาตัวเอง”

พระนักพัฒนารูปนี้ บอกว่า ผลความสำเร็จของวิทยาลัยแห่งนี้เด็กนักเรียนที่จบไปรุ่นแรกทุกคนมีงานทำงานหมด อาทิ เป็นลูกจ้างในสถานที่ราชการในพื้นที่ ทำงานโรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ โดยทุกคนสามารถเลี้ยงดูแลตัวเองและครอบครัวได้

“ผลตอบรับที่เราได้ มันไม่ใช่เงินตรา แต่จุดคุุ้มทุนของวิทยาลัยและวัด คือศรัทธา ปัญญา คนที่มีคุณภาพสู่สังคม”

ปัจจุบันวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและพาณิชยศาสตร์ เปิดเพียงหนึ่งหลักสูตรคือ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ในระดับชั้น ปวช. และ ปวส.เท่านั้น

จากการดำเนินโครงการต่างๆ ของพระมหาสิริวัฒนา สีลสาโร กว่า 8 ปี สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ ศรัทธา การทำให้คนในชุมชนผูกพันกับวัดมากขึ้น และทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตกลายเป็นคนมีคุณภาพทั้งด้านทางโลกและทางธรรม ซึ่งทุกอย่างมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ามาจากความร่วมมือ