"ไม่มีคำถามเลย ป้าพร้อมที่จะทำ" ป้าหมอ นางฟ้าแห่งบ้านชัยพฤกษ์

21 ม.ค. 2563, 17:14 น.

1,090
แชร์ไปยัง facebook LINE it!

เปิดใจ ”ป้าหมอ” นางฟ้าบนดินแห่งบ้านเด็กชัยพฤกษ์ ชุบเลี้ยงเด็กกำพร้ากว่า 100 ชีวิต ทุ่มเทแรงกายแรงใจกว่า 35 ปี เพื่อพลิกชีวิตให้เด็กกลุ่มนี้มีอนาคตและความเป็นอยู่ที่สดใส

****************************

เรื่อง : ฐิติพร บุญตั้ง

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ ,อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์ ,สมชาย รักษ์มณี

ปัญหาความไม่พร้อมทางครอบครัว บางครั้งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหนีไม่พ้น “เด็ก” ที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุแต่ต้องมารับความทุกข์เหล่านี้ บางครั้งติดอยู่ในใจพวกเขาไปตลอดชีวิต เพราะหนทางข้างหน้าเหมือนขาดคนชี้นำ

แต่มีเด็กกลุ่มหนึ่งโชคดีที่ได้พบนางฟ้าชุดขาว พญ.ดร.เคลียวพันธ์ สูรพันธุ์ หรือที่เด็กๆมักเรียกว่า ป้าหมอ นางฟ้าแห่งมูลนิธิชัยพฤกษ์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้งหรือถูกทำร้าย มาเป็นระยะเวลา 35 ปีเต็ม นับเป็นโชคดีของเด็กเหล่านี้ที่มีผู้หญิงใจดีคนหนึ่งยื่นมือเข้ามาก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ที่สดใสให้เด็กกว่า100 ชีวิต

“ป้าหมอ” นางฟ้าชุดขาว

กว่า 35 ปีเต็ม มูลนิธิชัยพฤกษ์ก่อตั้งเป็นสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กถูกทอดทิ้ง ถือได้ว่าเป็นเวลายาวนานมาก ก่อตั้งโดย พญ.ดร.เคลียวพันธ์ หรือ ป้าหมอ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารีเวช ป้าหมอเป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ใช้ชีวิตอยู่เยอรมันนานกว่า20ปี

“คุณพ่อหมอเป็นเยอรมัน คุณแม่เป็นคนไทย คุณแม่ทำงานที่สถานทูตไทยในเยอรมัน แต่คุณพ่อเป็นอาจารย์สอนภาษาที่จุฬา ป้าจบเตรียมอุดมที่ไทย แล้วก็ไปเรียนแพทย์ที่เยอรมัน พอเรียนแพทย์จบก็ทำแพทย์เฉพาะทางอยู่สูตินรีเวช”

ทว่าย้อนกลับไปเมื่อครั้งวัยเยาว์ ป้าหมอ ซึมซับและถูกปลูกฝังให้มีน้ำใจเป็นผู้ให้ปราถนาที่จะเมตตาต่อเด็กเสมอ

“คุณพ่อคุณแม่คุณยายโดยเฉพาะที่เป็นคริสเตียนรักพระเจ้าแล้ว ก็จะสอนให้ป้าเมตตาคนอื่นตลอด ให้มีการให้ ก็จะสอนว่าการให้เป็นเหตุให้มีความสุขมากกว่าการรับ ลูกมีอะไรลูกต้องแบ่งปัน ก็สอนอย่างน้อยสักสองเปอร์เซ็นต์ก็ดีที่ลูกมีให้คนอื่นไป”

“ตอนเล็กๆ เวลาป้าได้ยินอาแปะข้างบ้านที่เขาขายกาแฟเมื่อก่อน แล้วก็มีลูกชายค่อนข้างซน เวลาเขาตีลูกชายเขานะ ลูกชายเขาจะร้อง เขาก็ไปแอบหลังตุ่ม เชื่อไหมว่าป้าเศร้ามาก ป้าคิดว่าทำไมเขาต้องตีลูกขนาดนั้น ป้าอยากจะไปขโมยเด็กคนนั้นมาแอบไว้ในบ้านป้า สงสารเขา เด็กทุกคนอะชมเขาและสอนเขาเขาก็จะทำ”

กระทั่งลุงหมอ สามีชาวไทยคิดถึงบ้านเกิด ประจวบกับคุณย่าป่วย จึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย กลับมาแล้วเผอิญเห็นข่าวเด็กถูกทิ้ง จึงเกิดความรู้สึกสงสารปนประหลาดใจว่าทำไมประเทศไทยถึงมีการทอดทิ้งลูกตัวเองอยู่เป็นนิจ จึงคิดอยากช่วยเหลือและริเริ่มจัดตั้ง มูลนิธิชัยพฤกษ์ขึ้นเพื่อรับอุปการะชุบเลี้ยงให้โอกาสแก่เด็กกำพร้า

“โชคดีมากเลยที่ลุงหมอเขาใจดี แล้วก็เข้าใจ เพราะพอป้าอธิบายว่านั่นคือความสุขของฉันนะ ลุงหมอเขาก็จะไม่ห้าม ลุงหมอกลัวจะเหนื่อยแทนที่จะมาทุ่มเทแบบนี้ทำไมไม่เอาเงินที่อยากจะให้เอาไปให้สถานสงเคราะห์ที่เขามีอยู่แล้ว”

จุดเริ่มต้น “บ้านเด็กชัยพฤกษ์”

“เห็นข่าวเด็กที่โดนทิ้งนี่แหละค่ะ ป้าเห็นในสวนจัตุจักรที่ตำรวจเขาอุ้มเด็กแล้วป้อนนม อันนั้นอ่ะป้าก็หยิบขึ้นมาดู มีอย่างนี้ด้วยเหรอเมืองไทย มันจะมีข่าวแบบนี้ตลอด พวกศพเด็กในแม่น้ำเจ้าพระยา เด็กอยู่ในท่อพวกนี้ ตรงนี้ ป้าก็เลยนึกขึ้นมาว่า ทิ้งลูกกันขนาดนี้เลยเหรอ ทำกันขนาดนี้เลยเหรอมันเป็นอะไรที่ทำให้ป้าสะเทือนใจ”

นี่คือคำพูดของหญิงใจดีที่เด็กๆมักเรียกกันว่าป้าหมอ เธอเล่าด้วยใบหน้าที่อิ่มเอมใจพร้อมกับน้ำเสียงที่นิ่มนวลถึงจุดเริ่มต้นการก่อตั้งมูลนิธิชัยพฤกษ์ เธอเต็มไปด้วยความศรัทธาที่แรงกล้าของความเป็นมนุษย์ เมตตาต่อเด็กและผู้อื่นเสมอ

“ประจวบเหมาะกับป้าหมอไปโบสถ์คริสตจักร เมื่อปี 2528 แล้วได้เจอมิชชันนารีคนหนึ่ง บอกว่าอยากทำบ้านเด็กกำพร้า เราก็เลยเสนอตัวว่าอยากทำมากๆเลย ก็เลยเหมือนกับช่วยกันก่อตั้งมูลนิธิชัยพฤกษ์ สร้างบ้านชัยพฤกษ์ขึ้น โดยช่วงแรกเช่าบ้านแล้วพาเด็กๆมาอยู่รวมกัน เราก็ดูแลเขาอย่างดีเท่าที่จะทำได้”

หลังจากเช่าบ้านหลังแรกที่ซอยชัยพฤกษ์ แถวสุขุมวิท กลับพบว่าจำนวนเด็กเริ่มเพิ่มขึ้นจากสิบเป็นยี่สิบจนทะลุหนึ่งร้อย จึงคิดหาพื้นที่ใหม่เพื่อให้เหมาะกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ย้ายหลายต่อหลายครั้งจนมาลงเอยหลังที่ห้าเมื่อปี 2534

“หลังที่ห้าเป็นที่ดินส่วนตัว ญาติบอกว่าทำไมไม่มาใช้ที่นาของเรา บอกแล้วมันอยู่ตรงไหน จำไม่ได้ ไม่เคยรู้เรื่อง แต่จำได้ว่าคุณยายพูดไว้ว่าเรายังมีที่มรดก 500ไร่ ไว้รับใช้พระเจ้า คุณกลับมานะให้มาช่วยสั่งไว้เลย”

ครอบครัวใหญ่

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่บ้านชัยพฤกษ์นี้เปรียบเสมือนบ้านที่แสนอบอุ่นของเด็กๆ ป้าหมอพร้อมอ้าแขนโอบกอดเป็นที่พักพิง ที่พึ่งยามเด็กตกทุกข์ได้ยากเสมอ

“ไม่มีคำถามเลย ป้าพร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะช่วย ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ เพราะมีความมั่นใจว่า ทำได้และอยากทำ”

ป้าหมอ สูตินารีแพทย์ โรงพยาบาลดังย่านนานา แม้เธอทำงานหนักกลับบ้านราวๆตีหนึ่ง-ตีสอง แต่เธอยังมีสีหน้าที่สดใส ยิ้มแย้มพูดจาไพเราะกับเด็กๆ และเอาเวลาพักทั้งหมดที่เหลือทุ่มเทดูแลเด็กกำพร้าเหล่านี้ซึ่งเปรียบเสมือนลูกแท้ๆของเธอ

“เราเป็นครอบครัวใหญ่ วิธีการเลี้ยงเด็กทุกคนต้องการความอิ่มใจ เขาต้องการรู้ว่าเขาเป็นที่รักของเรานะคะ คนเล็กเด็กทุกคนๆต้องทำให้เขาอิ่มใจให้ได้ ถ้ามัวแต่ไปว่าๆไม่มีคำชมเขาจะไม่ดี ถ้าพูดกับเขาไม่สบตาไม่ส่งยิ้มไม่สวมกอดไม่ชมเขา เขาก็จะเป็นเด็กที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง สุขภาพจิตเขาจะแย่ เราต้องทำ 4 ส. หนึ่งสบตา สองสองยิ้ม สามสนทนา สี่สวมกอด สนทนาคือคำชมให้กำลังใจเขา ไม่ใช่ว่าไปว่าเขา เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นกฎในบ้านเราเลย”

บ้านเด็กชัยพฤกษ์ไม่เพียงแต่รับเด็กกำพร้าเท่านั้น แต่ยังมีเกณฑ์การรับที่ไม่โฟกัสเพียงความเป็นอยู่ของเด็กในอนาคต

“โฟกัสที่เด็กอย่างเดียว เพราะถ้าเราไม่รับเขาแย่มากไม่สามารถอยู่อย่างมีความสุขได้ เหมือนกับว่า 1ก็คือถ้าเขาเป็นเด็กกำพร้าพ่อและแม่หรือทั้งสองเราจะไม่พิจารณามาก

เกณฑ์ที่ 2 คือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ถูกพ่อแม่ไม่เลี้ยงเอาไปทิ้ง ทิ้งไว้บ้าน ป้าก็จะสงสาร แล้วก็คนที่สองที่เรารับเขามาเนี่ยเขาก็โดนแกล้งด้วย โดนเอาไฟจิ้มตามคือเขาโดนทรมาน เด็กที่ถูกทอดทิ้งไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ คนอื่นเขาก็ใช้ให้ทำงานจนน่าสงสารเนี่ยค่ะ แล้วก็เกณฑ์ที่ 3 เด็กที่โดนกระทำคุณพ่อคุณแม่แกล้งโดยเฉพาะคุณพ่อกระทำชำเราเขา”

ให้แล้วได้อะไร

ป้าหมอเล่าด้วยใบหน้าที่สดใส เธอยิ้มแย้มตลอดการพูดคุย การมาอยู่ ณ แห่งนี้ ทำให้สัมผัสถึงการให้ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ทำได้ทุกวัน ให้ด้วยรอยยิ้ม ให้ด้วยการกระทำ ให้ด้วยน้ำใจเหมือนดั่งป้าหมอที่ให้มาตลอด 35ปี เสียสละเวลาเพื่อสร้างอนาคตของชาติ จุดประกายไฟในใจให้กับคนในสังคมเพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้

“ก็ให้ทุกอย่างค่ะ ทุกวันนี้อยู่ไม่ได้ถ้าป้าไม่ให้ ถ้าไม่มีการให้ตั้งแต่เริ่มต้นในหัวใจ ทำงานนี้ไม่ได้ค่ะ เรารู้ว่ามันไปไม่ได้เราต้องยอมที่จะให้ก่อน เราพร้อมมั้ยถ้าไม่มีคนบริจาคเลย คนก็ไม่รู้จักเรานอกจากญาติเพื่อนๆ เพื่อนในโบสถ์ นั้นน่ะค่ะ เขาให้ยังไงมันก็ไม่พอ”

หลายคนจบการศึกษาสูงๆ ออกไปใช้ชีวิตของตัวเองแต่ก็มิวายกลับมาดูแลน้องๆและไม่ลืมป้าหมอผู้ให้อนาคตใหม่ ความภูมิใจของป้าหมอแค่ได้เห็นเด็กๆในความดูแลที่เปรียบเสมือนลูกได้เติบใหญ่เดินในเส้นทางที่ดี สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองไม่เบียดเบียนเพื่อนมนุษย์และใช้ชีวิตในสังคมได้ก็เพียงพอแล้ว

และนี่คือเรื่องราวชีวิตและจุดเริ่มต้นของ นางฟ้าบนดิน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงทำเพื่อเด็กๆมากว่า 35 ปี โดยไม่มีความคิดที่จะยุติภารกิจนี้