“ลินจง” สตรีชักภาพพอร์ตเทรตโบราณวัย 75 คนสุดท้ายแห่งเมืองสตูล

5 มี.ค. 2563, 13:52 น.

357
แชร์ไปยัง facebook LINE it!
“ลินจง” สตรีชักภาพพอร์ตเทรตโบราณวัย 75 คนสุดท้ายแห่งเมืองสตูล

‘ห้องภาพนครศิลป์’ สตูดิโอถ่ายภาพอายุกว่าเกือบ 100 ปี ที่ยังคงความคลาสสิกและธรรมชาติในการทำหน้าที่บันทึกภาพอย่างมีความสุข

************************************

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล

“ลินจง โกยะวาทิน” หรือ “ป้าหลิน” ช่างภาพพอร์ตเทรตวัย 75 ปี ที่ตั้งแต่เกิดลืมตาก็ผูกพันกับการถ่ายภาพเหมือนฟ้าลิขิตให้คู่กัน เนื่องจากพ่อเปิดร้านห้องถ่ายรูปเจ้าแรกในจังหวัดสตูล

ในวัย 5 ขวบ พอจะจำความได้ทุกวันก่อนเข้านอนเธอจะเงยหน้ามองหลังคาดูผ้าสีขาวและเทาพลิ้วตรงห้องถ่ายที่ถูกเจาะสำหรับเป็นช่องให้แสงแดด (ชุดอุปกรณ์ไฟ) ส่องลงมา

โตขึ้นมาอีกหน่อยเข้าเรียนประถม ทุกๆ เย็นมีหน้าที่วิ่งลงไปดูรถยนต์ที่จะวิ่งผ่านหน้าบ้านเพื่อบอกช่างภาพให้หยุดลั่นชัตเตอร์

50 ปี ในการทำหน้าที่ ป้าหลินบอกว่าจุดเริ่มต้นรักชอบถ่ายภาพอย่างไรไม่แน่ชัด เพราะมันค่อยๆ ก่อตั้งขึ้นจากความผูกผัน แต่ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มและได้รับคำพูดขอบคุณหลังได้รับภาพทำให้เธอเดินบนเส้นทางนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจ

ความสุขของอาหมวยถ่ายภาพ

“ไม่รู้ชัตเตอร์ หน้ากล้องคืออะไร ถามพ่อไปก็ไม่รู้ ตามประสาเด็กๆ ไม่ได้คิดจะสนใจมากมายในเรื่องการถ่ายรูป สนแต่ห้องมืดใต้เพดานล้างรูปอันนี้น่าสนใจกว่าเยอะ”

แต่ลินจงถูกสั่งห้าม ทว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ตอนนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าสาเหตุสั่งห้ามเพราะกลัวอาหมวยน้อยของเราไปเที่ยวเปิดกล่องฟิล์มให้เสียถึงห้าม จึงจ้องคอยจังหวะที่จะแอบเข้าไปให้ได้ ในวัยเด็กวันนั้นการแอบเข้าไปห้องมืดล้างฟิล์มของที่บ้านซึ่งคุณพ่อเปิดเป็นสตูดิโอร้านถ่ายรูปแห่งแรกของจังหวัดสตูล จึงก่อเป็นความผูกพันอย่างไม่รู้ตัว

“สมองมันจำได้เองว่าลักษณะของห้องมืดเป็นไง ทางเดินซิกแซกกันแสงเข้าจากประตูที่เปิด โต๊ะล้างฟิล์มถูกวางตรงไหน ตู้อัดภาพและตู้ขยายภาพเรียงรายตามขั้นตอนอย่างไร”

จากนั้นก็เหมือนฟ้าสั่งย้ำอีกครั้งที่ จากที่เฉยๆ หลังเข้าไปในห้องมืดเพราะมีความสนใจทางด้านภาษาจีน มุ่งมั่นฝึกเขียนจนลายมือสวยและตั้งใจที่จะเอาดีที่ทางนี้ ทว่าหลังเรียนจบชั้นป.4 เพื่อนๆ ก็แยกย้ายไปต่อเรียนโรงเรียนอื่น เมื่อนักเรียนน้อยลงทำให้โรงเรียนจีนที่เธอเรียนจึงปิดตัวลง ป้าหลินจึงต้องออกมาอยู่บ้านและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องช่วยงานร้านถ่ายรูป

“ทำขนมขายหลังบ้าน แต่พี่ชายไม่ได้รักชอบการถ่ายรูป ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะทำงานเท่าไร ทำขนมอยู่ลูกค้ามาก็ต้องไปรับลูกค้าหน้าร้าน และก็ต้องวิ่งไปตามแกที่สภากาแฟร้านตัดผมแทบทุกวัน เพราะพอไปบอกลูกค้ามาเอารูป แกก็บอกว่าให้ไปบอกว่ามาเอาพรุ่งนี้”

และพอรุ่งขึ้นพรุ่งนี้พี่ชายป้าหลินก็ผลัดไปอีกพรุ่งนี้ เธอจึงตั้งปณิธานว่าโตขึ้นจะทำให้เป็นเองทุกอย่างตั้งแต่นั้น

“วิ่งไปรอบหนึ่งก็พูดกับตัวเองรอบหนึ่ง และครอบครัวก็ลำบากด้วยช่วงนั้น น้องๆ ก็กำลังเรียน เราก็เลยเริ่มที่จะเข้ามาทำร้านถ่ายรูป เริ่มจากทำกรอบรูป”

อายุ 10 ขวบ เลื่อยไม้จับเข้ามุมและตัดกระจกตอนราวๆ อายุ 16 ปี ก้าวขึ้นมาหัดแต่งฟิล์มลบเงามืด ลบจุดสิว (รีทัชในปัจจุบัน) โดยใช้ดินสอเหลาให้แหลมกว่าเข็มฉีดยา แล้วมานั่งไกล่เกลี่ยเป็นชั่วโมงๆ จนเรียบเนียนเหมือนผิวจริง ซึ่งแต่งเพียงครั้งแรกผลงานก็ส่อประกายแววช่างภาพ พออายุ 18 ปี ก็จับกล้องถ่ายรูปในสตูดิโอที่บ้านและออกรับถ่ายงานนอกสถานที่

“ครั้งแรกไม่ค่อยมีความมั่นใจ มันเหมือนกับว่าทำถูกทำผิด” ป้าหลินเผยความรู้สึก “โชคดีเพื่อนพี่ชายที่จ้างงาน เขาคอยเข้ามาถามว่า ‘ต้นไม้ตรงนี้สวยไหม’ หรือ ‘ถ่ายมุมนี้ออกมาจะสวยเปล่า’ ทำให้เรามีส่วนร่วมออกความเห็นของพิธีการในงาน เราก็มั่นใจและทำออกมาได้”

หลังผ่านการลั่นชัตเตอร์บ่อยเข้าทักษะฝีมือก็พัฒนาตามประสบการณ์ ป้าหลินบอกว่าคำชื่นชมของลูกค้าทำให้รักในการถ่ายภาพไปโดยปริยาย “นอกจากเงินดูแลครอบครัว ลึกๆ ในใจเรามีปมด้อย ป้าอายที่จบแค่ป.4 แต่พอถ่ายรูปแล้วมีคนชื่นชมทำให้เรามีความภาคภูมิใจจบแค่นี้ก็ไม่น้อยหน้าใคร”

ป้าหลินเล่าความรู้สึกชั่วโมงนั้นให้ฟังว่า ลูกค้ามาจากต่างจังหวัด มีหน้าที่การงานเป็นถึงหัวหน้าศาล (ผู้พิพากษาในสมัยนี้) โทรเข้ามาว่าร้านนครศิลป์อยู่ตรงไหน เพราะเขายกพาครอบครัวมาถ่ายจากคำแนะนำของเพื่อนโดยที่ไม่รู้จัก

“เรามีใจรักในการที่จะถ่ายรูป เราช่วยให้เขามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ช่วยปรับบุคลิกจากไม่ดีให้สง่า เขาเห็นรูปมีความสุข เขายิ้มให้เรา เราจะสุขใจไหม มันก็สุข”

ศิลป์แห่งความทรงจำ

ห้องภาพนครศิลป์มีอายุอานามกว่า 94 ปี โดยเปิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 หลากต่อหลายภาพถูกบันถึงติดอยู่ที่ฝาผนังห้องล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำที่ยิ่งตอกย้ำเส้นทางความรักในการถ่ายภาพของป้าหลิน

“อย่างที่เล่าไปว่าเราจัดบุคลิก ถ่ายให้มีสันจมูกสวยธรรมชาติ ต้องใช้มนุษย์สัมพันธ์ ความผูกผันก็เลยเกิดขึ้น แววตาทุกคู่ที่ถ่ายมองย้อนกลับมาเหมือนกับว่าเรามองหน้าคนที่คุ้นเคยกัน คนที่เป็นญาติกัน”

ไหนจะขั้นตอนการถ่ายรูปแบบเก่ามีวิธีการเยอะ ทั้งถ่าย ล้าง อัดขยาย แต่งรูป เคลือบและใส่กรอบ เพื่อบันทึกถ่ายภาพคน งานเลี้ยง งานแต่ง มันก็ยิ่งเพิ่มความสนิทเพราะไม่ว่าจะถ่ายเต็มตัว ครึ่งตัว ภาพหมู่ จัดกันตั้งแต่เท้า รองเท้า การวางเท้า เสื้อ กางเกง กระโปรง ยันผมเผ้า

“รับผิดชอบเขามากมาย กังวลถ่ายในงานต่างๆ จะมีความผิดพลาด ที่เรา ตรงคนล้าง เครื่องล้างมันก็ไม่ใช่ 100 บางทีมันก็เข้าไปติดในเครื่องเสียไปเป็นม้วนๆ เลย” ป้าหลินยิ้มเล่าต่อ “วันเด็ก วันตรุษจีน เขาจะแต่งตัวกันมาถ่าย เดี๋ยวนี้โตกันหมดแล้ว แต่เวลาเราไปตลาดเจอลูกค้า ทุกคนบอกว่ารูปที่ถ่ายให้ยังเอี่ยมอ่องอยู่เลย มันก็ทำให้เราย้อนอดีตได้ นึกถึงเมื่อตอนนั้นเราทำอะไร เขาทำอะไร รูปถ่ายเป็นตัวบอกเรื่องราวได้อย่างดีว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง”

ทั้งหมดที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าความสุขของคนและการมีคนมาสนใจในสิ่งที่เราประทับใจให้เป็นภาพแห่งความทรงจำ นั้นคือเสน่ห์ของรูปถ่ายและการถ่ายรูปของป้าหลิน

“ความสุขของคนมันอยู่ที่เขาได้ในสิ่งที่เขาพอใจ และพอมีคนมาขุดสิ่งที่เราประทับใจออกมาได้ให้เราเห็นตรงหน้า นั้นคือเสน่ห์ของการถ่ายรูป เสน่ห์ของรูปถ่ายสำหรับตัวป้าที่ต่อให้เหนื่อยกับการทำงานรูปแบบนี้ แต่เมื่อก่อนเขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น มันก็คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่รองรับ”

พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต

ห้องภาพนครศิลป์ปัจจุบันนอกจากเป็นห้องถ่ายภาพย้อนยุคยังได้ถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับภาพถ่ายในอดีต เพื่อให้เสน่ห์และความสุขเหล่านี้ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

“คิดไว้ตั้งแต่เด็กๆ เลยเก็บของทั้งหมดไว้ อยากทำพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งโชว์ อยากจะให้คนที่เข้ามาชมได้รู้ว่าโบราณสมัยก่อนทำงานยังไง”

โดยนำของเก่าแก่ที่สะสมเก็บไว้ตั้งแต่สมัยที่คุณพ่อใช้ในการถ่ายรูป ไม่ว่าจะอุปกรณ์ต่างๆ วิธีการถ่ายรูปแสงธรรมชาติ กล้องถ่ายมาใช้งานในวันนี้ให้เด็กๆ ที่สนใจมาชมฟรีๆ จะได้ถามความเป็นมาและนำความรู้ไปถ่ายทอด

“สิ่งที่เราอยากจะทำตอนนี้มันมาถึงเป้าหมายแล้ว ในตอนนี้เวลาเราก็เหลือไม่มากแล้วก็อยากจะถ่ายทอดให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นถ้าไม่มีคนต่อเรื่องก็จบ เรื่องราวต่างๆ มันก็หายไป เรื่องราวชีวิตผู้คน ความเป็นมายังไงการถ่ายภาพ

“ก็ดีใจที่มีคนมาถามมาให้ความสนใจ เราก็ได้ถ่ายความรู้และมองดูเด็กๆ ที่จะมารับช่วงต่อตรงนี้ ตอนที่เราสิ้นลมเข้าโลง” ป้าหลินกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

และนี่ก็คือเรื่องราวของช่างภาพรุ่นใหญ่กับการอนุรักษ์มนต์เสน่ห์การถ่ายภาพแบบโบราณที่กำลังเลือนหายด้วยใจรักตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ที่รังสรรค์ผลงานไว้มากมาย ทั้งหน้าที่กรรมการปฏิรูปการศึกษาจากรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ช่วงปี พ.ศ. 2542 และยังได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่บันทึกภาพประวัติศาสตร์การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อมาเยือน ณ จังหวัดสตูล กระทั่งที่ในปี พ.ศ. 2557 ได้รับคัดเลือกเป็นศิลปินนักถ่ายภาพไทย