เปลี่ยนโลกมืดให้สว่างด้วยหนังสือ “แขก รสสุคนธ์” สาวพิการตาเรียนป.ตรี 14 ปี

16 มี.ค. 2563, 14:22 น.

199
แชร์ไปยัง facebook LINE it!
เปลี่ยนโลกมืดให้สว่างด้วยหนังสือ “แขก รสสุคนธ์” สาวพิการตาเรียนป.ตรี 14 ปี

“รสสุคนธ์ โตประยูร” สาวผู้ไม่ยอมแพ้โชคชะตา เกิดมาก่อนกำหนดทำให้ตาบอด แต่ไม่หมดทางตัวเองเลือกเรียนปริญญา 2 ใบ เปิดโลกพิการก็มีความสามารถ

******************************

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล

ภาพ : อัศวิน ปิ่นใจ , ปัณณธร แจ้งประโคน

หญิงสาวผู้พิการทางสายตาเรียน 14 ปี จนสำเร็จรับปริญญาตรี คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่เห็นโพสต์

เพราะมีไม่น้อยในคนตาบอดหรือคนปกติตาดีเอง ยังพ่ายให้กับการเรียนด้วยตัวเองที่บ้านพ่อขุนที่ต้องมีพร้อมทั้งระเบียบวินัยและความตั้งใจถึงจะจบ

แต่ “แขก รสสุคนธ์ โตประยูร” ทั้งทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย พ่วงความพิการทางสายตา แต่เธอก็สามารถคว้าปริญญามาได้จนสำเร็จ

ปัจจุบันเธอมีชีวิตที่บอกกับเราว่าไม่ต่างจากคนตาดี มีความสุขและรายได้เงินเดือนดี ทั้งหมดมาจากปริญญาดังกล่าวซึ่งเป็นใบที่ 2 และเพราะ‘หนังสือส่องสว่างนำทาง’ เป็นดวงตาที่ 3 ที่ทำให้มีวันนี้

พลิกโลกดำสนิท

รสสุคนธ์ โตประยูร เกิดที่โรงพยาบาลวชิระ ย่านถนนสามเสน ก่อนกำหนด 5 เดือน ทำให้ประสาทตายังสร้างไม่เสร็จ เธอจึงสูญเสียซึ่งการมองเห็นของดวงตาทั้ง 2 ข้าง ตั้งแต่ลืมตาดูโลก

“แม่กลับไปเยี่ยมยายวันสงกรานต์ที่ จ.ตาก เมื่อ 30 ปีที่แล้วการเดินทางไม่ดีเหมือนสมัยนี้ เกิดการกระทบกระเทือน กลับมากทม.แม่ก็ปวดท้องอย่างหนัก ถูกหามไปโรงพยาบาลและคลอดออกมาก่อนกำหนด” เธอเริ่มต้นเล่าความพิการทางสายตาพา

เด็กหญิงรสสุคนธ์เริ่มชีวิตเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดตั้งแต่อนุบาล กว่าจะได้เรียนร่วมกับคนปกติตาดีก็เป็นเวลากว่า 10 ปี ในชั้นม.3 ที่โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัยที่ได้เปิดรับนักเรียนตาบอดเข้าเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ

แต่ที่นี้เองที่ทำให้เธอรู้ว่า ‘แม้มีความพิการทางสายตา’ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมองไม่เห็น

“คนตาดีเขาฟังและพูดได้ เราตาบอดก็ฟังและพูดได้ แต่เราโลกแคบกว่าเพราะมองไม่เห็นก็ต้องอาศัยหนังสือเพื่อเอาไปสื่อสารกับเขา พอเราคุยกับเขารู้เรื่องเราก็รู้สึกว่าตัวเองไม่แตกต่างจากคนตาดี มันเป็นการเปิดโลกของเราอีกรูปแบบหนึ่ง” เธอเผยความรู้สึกตาบอดก็แค่ทางกายภาพเท่านั้น และเมื่อเห็นภาพไม่ได้จากดวงตาก็ใช้การอ่านเป็นตัวช่วยเบิกเนตรในโลกมืดให้มีแสงสว่าง

รสสุคนธ์ จึงหลงรักกับตัวอักษร โดยเริ่มเรียนรู้เน้นไปในเรื่องของภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส เพราะต่างภาษาก็ต่างความคิดและวัฒนธรรมเป็นอันดับแรก

ก่อนที่จะต่อยอดไปยังนวนิยายของ ทมยันตี, พนมเทียน, อกาธา คริสตี และ วอลแตร์ เพื่อต่อเติมจินตนาการณ์การใช้คำสร้างภาพพจน์เป็นดวงตาที่ 3 ให้ตัวเอง

“ฉากต้นไม้ใบหญ้าปลิว กินข้าว ถึงเราจะไม่รู้ว่าสีสันมันเป็นยังไง แต่เรารับรู้ความรู้สึกนั้นได้ ก็กลายเป็นรักหนังสือ ฝันอยากจะเป็นนักแปล” เธอยิ้ม “เลยเลือกสมัครเรียนคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรียน4ปีจบพร้อมเพื่อน รับปริญญาใบแรกตอนอายุ 23 เพื่อให้พ่อแม่เสียใจพออยู่แล้วมีลูกมองไม่เห็น แต่ถ้าเราเรียนจบปริญญาตรีเขาน่าจะดีใจ เอาไปเราคุยยืดได้”

ติดปีกชีวิตด้วยปริญญาใบที่ 2

เหนือขึ้นไปกว่าใบปริญญาสร้างความภาคภูมิใจของพ่อแม่ รสสุคนธ์ตัดสินใจเลือกเรียนใบปริญญาที่สอง เพื่อพิสูจน์ ‘คุณค่าของผู้พิการ’ ที่ไม่ได้มีลิมิตรจำกัดเหมือนกับคนตาดีทั่วไป

เพราะสมัยนั้นยังไม่มีการเปิดรับคนพิการมากเหมือนสมัยนี้ จบป.ตรีแรก ระหว่างรองาน เธอก็แอบกลัวไม่ได้งานเพราะเพื่อนๆ ที่จบไปมีงานทำกันหมด

“เรามีความเชื่อว่าปริญญาตรีเป็นใบเบิกทางที่คนจะยอมรับ จากทั้งวุฒิภาวะและความรู้ เพราะถ้าเราจบวุฒิม.3 ขี่วินมอเตอร์ไซค์ก็ทำไม่ได้ จบม.6 จะไปเป็นพนักงานเสิร์ฟก็ไม่มีใครรับ ก็ต้องทำให้มีความรู้มากกว่าคนทั่วไป เพื่อเอาไปตรงนี้ไปต่อรอง”

และต่อราคาคุณค่าที่ทุกคนมี ‘ความสามารถ’ และ ‘ประสิทธิภาพ’ ไม่แพ้กัน ถ้าไม่เลือกหยุดทางตัวเองที่จะสร้างโอกาส

“จากจริงๆ ที่เริ่มเรียนจากคำยุของเพื่อน มันเท่ดีนะถ้าเรียนจบราม เข้าง่ายออกยาก (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นรู้สึกว่าการศึกษาจะช่วยเราให้มีคุณค่า” เธอระบุ

“แรกเลยก็มีนึกน้อยใจตัวเองเหมือนกันนะ ขึ้นรถเมลช้ากระเป๋าก็วีนเอาแล้ว เราอยากจะตาดีจังจะได้ไม่ต้องเพิ่งเขา แต่วันนี้เหนื่อยก็นั่งแกร็บกลับบ้าน การเรียนในระดับปริญญา 2 ใบ ช่วยให้มีความรู้และเงินเดือนเทียบเท่ากับคนตาดี เพื่อนๆ สงสัยก็ถามเรา ให้เราช่วย

“คือคนตาบอดไม่ได้ทุกข์ มีความสุขปกติ ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีช่วยให้เราสบาย ถ้าเรามีการเรียนรู้ เรารักในการเรียนรู้ยิ่งทำให้เราสบาย การทำอะไรก็ตามแรกๆ งานหรือเรียน ทุกอย่างยากหมด แต่พอเริ่มทำ เริ่มเรียนรู้ ศึกษา มันก็สบายทำได้หมด”

มหาสมุทรก็หยุดไม่ได้ ‘ถ้าพยายาม’

ชีวิตรสสุคนธ์เผชิญเส้นทางเรียนยากลำบากทั้งจากที่ไม่เคยทำงาน แต่ต้องทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย แต่นั้นยังไม่นับว่าสาหัสสากรรจ์เท่ากับการเรียนเองในรูปแบบของมหาวิทยาลัยเปิดอย่างรามคำแหง

การต้องเรียนเอง หาความรู้เอง เพราะเมื่อ 14 ปีที่แล้วไม่มีศูนย์ ‘ดีเอสเอส’ อย่างมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่จะมีอาจารย์คอยดูแลประสานงานช่วยเหลือจัดทำหนังสือหรือชีตตำราเรียนอักษรเบรลล์ให้อ่าน จึงเป็นความยากระดับหินเหมือน ‘งมเข็มในมหาสมุทร’

“ไปเรียนไปสอบก็คอยสอบถามพี่รปภ. เพราะที่รามใหญ่ ก็พยายามจำ แต่ส่วนใหญ่พี่เขาใจดีพานั่งมอไซค์ไปส่ง พอไปบ่อยๆ ก็ชินรู้ว่าลงฟุตบาตตรงนี้ต้องหยุดให้รถก่อน ที่ยากเลยคือ คำบอกที่ว่าแค่อ่านแล้วไปสอบ แต่อ่านของเราหนังสือเบรลล์เล่มหนึ่งต้องจ้างคนตาดีพิมพ์ ตกหน้าละ 5 บาท ก่อนจะนำไปปริ้นอีก 15 บาทจากนั้นถึงไปพิมพ์อักษรเบรลล์ได้ในอีกหน้าละ 3 บาท”

รสสุคนธ์อธิบายต่อความยากเริ่มที่นอกจากใช้เงินมากกว่าคนตาปกติ ในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน ก็ต้องมีเครื่องอัดเทปและที่สำคัญต้องมีเตรียมตัวก่อนเรียนข้ามปีเลยทีเดียว

“สอบเดือนตุลาคมต้องเอาหนังสือไปให้อาสาสมัครช่วยอ่านที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม เพราะต้องแจ้งบรรณารักษ์ว่าขอให้ช่วยอ่านหนังสือเสียงให้ กว่าจะได้ซีดีอักษรเสียงก็หลายเดือน จะเร่งขอไวๆ ก็ไม่กล้าเกรงใจอาสา ก็เลยกินเวลาเรียนมา14 ปี ได้บัตรนักศึกษาใหม่ 2 ใบเพราะต่อสภาพนักศึกษา 2 รอบ”

ต้องมีกำลังใจที่อยากเรียน ถ้าเราต้องการเรียนมันก็จบแน่นอน เหมือนการพิสูจน์อะไรสักอย่าง ช้ากว่าคนอื่นเราก็ไม่ต้องเอาตรงนั้นไปคิด ถ้าเราพยายามมันก็สำเร็จทุกอย่างที่เราตั้งใจทำ

“เหนื่อยแล้วไม่เอาแล้วเก็บไว้ก่อน ไปตัวอื่นก่อน เพื่อมีวิชาดีๆ ที่ลงผ่าน ทิ้งตัวนี้ไว้ก่อนและไปทำที่เราทำได้ อาจจะช้าหน่อยแต่ถ้าตั้งใจจะทำอะไรแล้วรับรองทำได้แน่นอน เพราะความยากมันอยู่ที่ถ้าเรารู้สึกว่าทำได้เราจะไม่กลัว”

ส่วนอันไหนที่เราทำไม่ได้ ไม่เคยลอง ก็ลองอาสาขอลองช่วยก่อน เราจะสามารถทำได้ อย่าให้ใครมาพูดแทนว่าตาไม่ดีทำไม่ได้หรอก ‘ซิสเตอร์’ ที่ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดสอนและปลูกฝังมาให้กับรสสุคนธ์

และนี่ก็คือเรื่องราวของสาวผู้พิการทางสายตาแต่ไม่เคยนั่งคิดย่อท้อต่อวาสนา ไม่ยอมให้คำว่าเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ ท่ามกลางที่ทุกๆ วันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ เธอเลือกที่จะเรียนรู้ให้ก้าวทัน และคอยอัพเดท หมั่นทำให้เกิดความชำนาญ

“เราก็ทำได้หมดทุกอย่างที่อยากทำ อย่างเวลาไปเจอฟุตปาธ ถนนไม่เรียบ เป็นท่อ เป็นเสา ชนเจ็บ อาทิตย์หนึ่งก็ไม่ชนแล้ว แต่ถ้าขอได้ก็ขอให้ทางเท้าดีๆหน่อย” เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

 

RELATED